แชมป์โลกเยาวชนชาวไทย ก้องภูธร น.นพหิรัญ ( 2 )

ต่อจากนั้นไม่นานก้องภูธรจึงเลิกชกไประยะหนึ่งเพื่อไปช่วยกิจการค้าขายของมารดา ก่อนจะกลับมาชกอีกครั้งตามความต้องการของบิดาและมารดา โดยย้ายไปสังกัดค่าย ม.วัฒนชัย และชกในสังกัดศึกเพชรยินดี ของวิรัตน์ วชิรรัตนวงศ์ จนกระทั่ง นัทธี นพหิรัญ หรือ นัท เพชรลุมพินี เจ้าของค่ายมวยศักดิ์วารุณี เห็นลีลาการชกของก้องภูธรและชื่นชอบในตัวเขา นัทธีจึงซื้อตัวมาจากค่ายเดิมมาสร้างสรรค์ต่อในราคา 25,000 บาท

 

ก้องภูธรเคยคว้าแชมป์มวยรอบซีพีเฟรชมาร์ทเงินล้าน ครั้งที่ 2 ในรายการ มวยดีวิถีไทย ซึ่งมีการถ่ายทอดสดทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2556 คว้าแชมป์โดยการชนะคะแนน วีระพลเล็ก เอ็กซิดิคอลยิม เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ที่ กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์

แชมป์โลกเยาวชนชาวไทย ก้องภูธร น.นพหิรัญ ( 1 )

ก้องภูธร น.นพหิรัญ (ชื่อเล่น:ต้น) มีชื่อจริงว่า นายภูเบศ ณ สงขลา เกิดเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2537 เป็นชาวอำเภอไทรงาม จังหวัดกำแพงเพชร ก้องภูธรเป็นนักมวยไทยชื่อดังค่าตัวเงินหมื่น โดยมีค่าตัวอยู่ที่ 15,000 บาท   เริ่มชกมวยตามความต้องการของบิดาและมารดาที่ชื่นชอบมวยมาก รวมถึงตัวก้องภูธรเองที่ชอบมวยด้วย จึงไปอยู่ในสังกัดค่าย “แครี่บอย” ของ เติมศักดิ์ ปิติธนสารสมบัติ ก่อนจะย้ายไปที่ค่าย ก.แก้วเศษ ขึ้นชกครั้งแรกเมื่ออายุได้ 9 ขวบ ในชื่อ “เพชรภูธร ก.แก้วเศษ” ได้ค่าตัว 300 บาท

แชมป์มวยโลก ชาวไทย ฟ้าสั่ง ป.พงษ์สว่าง ( 1 )

ฟ้าสั่ง ป.พงษ์สว่าง หรือ นายวิทยา สมเพชร เกิดเมื่อ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2520 ที่ จ.ร้อยเอ็ด สถิติการชก 22 ครั้ง ชนะ 18 (น็อค 8) แพ้ 4

ประวัติ

ฟ้าสั่ง ป. พงษ์สว่าง เริ่มชกมวยสากลครั้งแรกเมื่อ 19 กันยายน พ.ศ. 2536 ชนะน็อค บอยเชส พิริเชส ยก 2 จากนั้น ขึ้นชกชนะรวดอีก 5 ครั้ง รวมทั้งชนะคะแนน เจอรี่ ปาฮายาไฮ จากนั้นขึ้นชิงแชมป์โลกรุ่นมินิมัมเวท WBF เมื่อ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 ซึ่งฟ้าสั่งเป็นฝ่ายชนะคะแนน รอนนี่ มากราโม ได้แชมป์มาครอง แต่พอป้องกันแชมป์ครั้งแรกโดยเดินทางไปให่มากราโมแก้มือที่ฟิลิปปินส์ ปรากฏว่าฟ้าสั่งเป็นฝ่ายแพ้น็อค ในยก 10 เสียแชมป์ไป ฟ้าสั่งขึ้นชิงแชมป์เป็นการแก้มือกับมากราโมอีกครั้งใน เมื่อ 29 กันยายน พ.ศ. 2539 ซึ่งคราวนี้ ฟ้าสั่งเป็นฝ่ายชนะคะแนน ได้แชมป์มาครองเป็นสมัยที่สอง

แชมป์มวยโลก ชาวไทย ฟ้าลั่น ลูกมิ่งขวัญ ( 10 )

เคยชิงแชมป์ต่อไปนี้แต่ไม่สำเร็จ

ชิงแชมป์โลกรุ่นไลท์ฟลายเวท WBO 3 กุมภาพันธ์ 2544 เสมอ เแอนดี้ ทานาบาส (ฟิลิปปินส์) ที่ มันดาเลย์ รีสอตบีช แอนด์คาสิโน ลาสเวกัส รัฐเนวด้า

ชิงแชมป์โลกรุ่นไลท์ฟลายเวท WBO 29 กันยายน 2544 แพ้คะแนน เนลสัน เดียปปา (สหรัฐ) ที่ เมดิสันสแควร์ การ์เด็น นิวยอร์ก

ชิงแชมป์โลกรุ่นไลท์ฟลายเวท IBF, 15 พ.ค. 2547 แพ้น็อคยก 6 โฮเซ่ วิคเตอร์ บูโกส (เม็กซิโก) ที่ มันดาเลย์ รีสอตบีช แอนด์คาสิโน ลาสเวกัส รัฐเนวด้า

ชิงแชมป์โลกรุ่นมินิมั่มเวท IBF, 5 เม.ย. 2548 เสมอกับ โมฮัมหมัด รัชแมน (อินโด) ที่ สวนสุกฮาซาไนบ์ ปารก์ เมืองเมรูเก้

แชมป์มวยโลกชาวไทย คมพยัคฆ์ ป.ประมุข ( 2 )

ต่อมาในช่วง พ.ศ. 2548 – พ.ศ. 2549 คมพยัคฆ์เริ่มไม่มีรายการชก จึงไปเป็นเด็กเสิร์ฟอาหารที่ 13 เหรียญ และเป็นคนล่อเป้าให้กับชาวต่างชาติที่มาฝึกมวยไทยที่ค่ายมวย 13 เหรียญ เมื่อ “กำนันแก๊” ประมุข โรจนตัณฑ์ เลิกจัดมวยสากลอาชีพ คมพยัคฆ์ จึงย้ายมาอยู่ในสังกัดเพชรยินดีบ็อกซิ่งโปรโมชั่น ของ “เสี่ยเน้า” วิรัตน์ วชิรรัตนวงศ์ ขึ้นชกต่อเนื่องมาตลอด จนได้เป็นแชมป์สภามวยโลกเอเชียรุ่นไลท์ฟลายเวทเมื่อ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ชนะน็อก ลาร์รี่ เมเด ยก 3 และต่อมาได้ชิงแชมป์โลกรุ่นไลท์ฟลายเวทของสภามวยโลก เมื่อ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2554 ซึ่งคมพยัคฆ์เป็นฝ่ายชนะน็อก เอเดรียน เฮอร์นันเดซ ยก 10 ได้ครองแชมป์โลก

แชมป์มวยโลกชาวไทย คมพยัคฆ์ ป.ประมุข ( 1 )

คมพยัคฆ์ ป.ประมุข มีชื่อจริงว่า สุริยันต์ สาธร (ชื่อเล่น น้อย) เกิดเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2525 ที่ตำบลแสลงพัน อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นอดีตแชมป์โลกในรุ่นไลท์ฟลายเวท (108 ปอนด์) ของสภามวยโลก และอดีตแชมป์โลกเฉพาะกาลในรุ่นฟลายเวท (112 ปอนด์) ของสมาคมมวยโลก

ประวัติ

คมพยัคฆ์เริ่มชกมวยไทยตั้งแต่อายุ 10 ปี ในชื่อ “เพชรน้อย ศักดิ์ธีรยุทธ” โดยมี ธีรยุทธ กิติสุบรรณ เป็นผู้ฝึกสอน หันมาชกมวยสากลเมื่ออายุ 16 ปี ขึ้นชกมวยสากลครั้งแรกเมื่อ 1 มกราคม พ.ศ. 2543 ชนะน็อก พยัคฆ์น้อย วงศ์ประเสริฐ ยก 1 จนได้แชมป์เวทีลุมพินีรุ่นมินิมั่มเวทเมื่อ 30 มีนาคม พ.ศ. 2544 ชนะน็อก ฤทธิเดช แสงหิรัญ ยก 10 “กำนันแก๊” ประมุข โรจนตัน จึงดึงตัวไปอยู่ที่ค่าย ให้ใช้ชื่อว่า “คมพยัคฆ์ ป.ประมุข” และขึ้นชกมวยสากลเรื่อยมา จนได้ครองแชมป์ PABA รุ่นไลท์ฟลายเวทเมื่อ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2546 ชนะคะแนน เบนจี้ โซโรนา

นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปยุโรป บัลลงดอร์ ( 29 )

1975 – อำลาเบนฟิก้า

หลังจากที่ทำได้ทั้งสิ้น 638 ประตู จาก 614 นัดให้เบนฟิก้า ยูเซบิโอก็อำลาลีกโปรตุเกสซึ่งเขาใช้ชีวิตอยู่นาน 15 ปีไปในที่สุด เขายังคงเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของสโมสร และเล่นได้อย่างโดดเด่นตลอดชีวิตค้าแข้งที่เหลือในอเมริกาเหนือ

1978 – แขวนสตั๊ด

ยูเซบิโอ ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาอาการบาดเจ็บหลังจากที่ย้ายไปร่วมทีมลาส เวกัส ควิคซิลเวอร์ส ในปี 1977 เขาทำได้เพียง 2 ประตู ก่อนที่อาการบาดเจ็บบริเวณหัวเข่าจะบีบให้เจ้าตัวต้องอำลาชีวิตชีวิตค้าแข้งไปในที่สุด แม้ว่าหลังจากนั้นเขาจะยังได้ลงเล่นอีก 5 นัด ให้ Buffalo Stallions ในปี 1979-80 ในเกมเมเจอร์ ลีก อินดอร์ ก็ตาม

นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปยุโรป บัลลงดอร์ ( 28 )

“ฟุตบอลโลก 1966 ถือเป็นจุดยิ่งใหญ่ในชีวิตของผม” ยูเซบิโอเคยกล่าวเอาไว้ “เราอาจจะพ่ายแพ้ในรอบรองชนะเลิศ แต่วงการฟุตบอลโปรตุเกสเป็นผู้ชนะ”

1968 – รองเท้าทองคำยุโรป

เป็นอีกหนึ่งปีที่แสนยอดเยี่ยมของยูเซบิโอ เมื่อเขาได้เข้าชิงยูโรเปี้ยน คัพ อีกหนึ่งสมัย ร่วมถึงคว้าแชมป์ลีกได้ ในขณะเดียวเจ้าตัวก็ทำได้ถึง 48 ประตู และได้รางวัลรองเท้าทองคำยุโรปซึ่งบ่งบอกว่าเขาคือดาวยิงสูงสุดในทวีป นอกจากนี้เขายังได้รางวัลนี้อีกครั้งในฤดูกาล 1972-73 ซึ่งเจ้าตัวทำได้ 40 ประตู

แชมป์มวยโลกชาวไทย สามารถ พยัคฆ์อรุณ (37 )

สถิติการชก

ชกอุ่นเครื่อง และ ชกนอกรอบ (เฉพาะมวยสากล)

24 สิงหาคม พ.ศ. 2525 ชนะคะแนน 10 ยก เนตรน้อย ศ.วรสิงห์ ที่ สนามมวยเวทีลุมพินี

24 เมษายน พ.ศ. 2527 ชนะคะแนน 10 ยก ฮวนนิโต้ ปาวิล่า (  ฟิลิปปินส์) ที่ สนามมวยเวทีลุมพินี

12 มิถุนายน พ.ศ. 2527 ชนะน็อกยก 1 โม โน้ด (  อินโดนีเซีย) ที่ สนามมวยเวทีลุมพินี

31 กรกฎาคม พ.ศ. 2527 ชนะน็อกยก 7 เนปตาลี อลามัก (ฟิลิปปินส์) ที่ สนามมวยเวทีลุมพินี

แชมป์มวยโลกชาวไทย สามารถ พยัคฆ์อรุณ (36 )

สามารถ พยัคฆ์อรุณ มีบุตรธิดากับภรรยาเก่า 3 คน เป็นชาย 2 คน หญิง 1 คน บุตรคนที่ 2 คือ กวิน ทิพย์ท่าไม้ และลูกสาวคนเล็ก อาศัยอยู่กับมารดาที่สหรัฐอเมริกา ส่วนบุตรคนโตช่วยงานเป็นครูสอนมวยไทยอยู่ที่สามารถพยัคฆ์อรุณยิม และหย่ากับวลัยทิพย์ ภพธีรธรรม(หญิง)แล้ว